โรคเบาหวาน (Diabetes)

posted on 26 Aug 2011 20:40 by xxxpalmyxxx

เบาหวาน (Diabetes)

เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมน
อินซูลินไม่เพียงพออันส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรค
เบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำ
ตาลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้
เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบา
หวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ลักษณะโดยทั่วไปของผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีอาการปัสสาวะบ่อย
และมาก  เนื่องจาก
น้ำตาลที่ออกมาทางไต จะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมา
ด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ 
ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่ม
น้ำบ่อยๆ   และด้วยความที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาล
มาเผาผลาญเป็น
พลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่าย
ผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง  นอกจากนี้ทำให้
อวัยวะต่างๆ เกิด
ความผิดปกติและนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย 

 
 
 
ระเภทของ โรคเบาหวาน

        โรคเบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ซึ่งทั้ง 2 ชนิด
นี้มีอาการ สาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาต่างกัน ได้แก่

 
       โรคเบาหวานชนิดที่ 1  เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลาย
เซลล์ซึ่งสร้างอินซูลินในส่วนของตับอ่อนทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลิน
หรือสร้างได้น้อยมาก ดังที่เรียกว่าโรคภูมิต้านทานตัวเอง ดังนั้นผู้ป่วย
เบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
ระยะยาว และ ถ้าเป็นรุนแรง จะมีการคั่งของสารคีโตน สารนี้จะเป็นพิษ
ต่อระบบประสาททำให้หมดสติถึงตายได้

 
รคเบาหวานชนิดที่ 2  เป็นเบาหวานที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ มี
ส่วนเกี่ยวกับ พันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะ น้ำหนัก
ตัวมาก และขาดการออกกำลังกายเซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซู
ลิน แต่ทำงานไม่เป็นปกติเนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้เซลล์ที่สร้าง
อินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัวโดย
อาจจะใช้ยาในการรับประทานและบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อ
ควบคุมน้ำตาลในเลือด
 
 

อาการ โรคเบาหวาน 

imgres.jpg


 - ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย

   
กระหายน้ำและดื่มน้ำบ่อย
 
   - เบื่ออาหาร

   - บางคนมีอาการคันตามตัว
เป็นฝีบ่อย หรือเป็นแผลเรื้อรัง
 
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
 
   - น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อันเนื่องมา
จากร่างกายไม่
สามารถนำน้ำตาลไป
สร้างพลังงานได้เต็มที่จึงต้องนำไขมันและโปรตีนจาก
กล้ามเนื้อมาใช้ทดแทน
 
- ติดเชื้อบ่อยกว่าปรกติ
 

 
อาการแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเบาหวาน 

1. ตา อาจเป็นต้อกระจกก่อนวัย ประสาทตาหรือจอตา (retina) เสื่อม
หรือเลือดออกในน้ำวุ้น
ลูกตา ทำให้มีอาการตามัวลงเรื่อยๆ หรือมองเห็น
จุดดำลอยไปลอยมา และอาจทำให้ตาบอดในที่สุด
 
2. ระบบประสาท ผู้ป่วยอาจเป็นปลายประสาทอักเสบ มีอาการชา
หรือปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า
 
3. ไต มักจะเสื่อมจนเกิดภาวะไตวาย มีอาการ บวม ซีด ความดัน
โลหิตสูง
 
4. ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง,
อัมพาต, โรคหัวใจขาดเลือด
 
5. เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำเช่น วัณโรค
ปอด, กรวยไตอักเสบ, ช่องคลอดอักเสบ, เป็นฝีพุพองบ่อย,

6. ภาวะคีโตซิส (Ketosis) พบเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดพึ่
อินซูลิน ที่ขาดการฉีดอินซูลินนานๆ ร่างกายจะมีการคั่งของสารคีโตน
ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญไขมัน ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
กระหายน้ำอย่างมาก หายใจหอบลึก มีไข้ ผู้ป่วยจะซึมลงเรื่อยๆ
จนกระทั่งหมด สติ หากรักษาไม่ทันอาจตายได้
 

ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วย โรคเบาหวาน

imgres.jpg


1. ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 

 
2. ควบคุมโภชนาการและออกกำลังกาย

3. ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ

4. ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพร อาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาล
ในเลือด จะต้องปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนใช้ยา หรือ
สมุนไพร เหล่านี้
 
5. เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด 
 
 
คำเเนะนำเกี่ยวกับเบาหวาน

1. เบาหวานต้องใช้เวลาการรักษานานหรือตลอดชีวิต หากไม่ได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ก็อาจมีอันตราย
จากโรคแทรกซ้อนได้มาก
 
2. ผู้ที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
อาการ
ด้แก่ ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย ตัวเย็น
เหงื่อออก ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม
หมดสติ และ
อาจจะชักได้
ควรจะต้องพก น้ำตาลหรือ ของหวานติดตัวไว้ ถ้ารู้สึกมี
อาการ
ก็ให้รีบรับประทาน
 
3. อย่าซื้อยากินเอง เนื่องจากยาบางประเภทมีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือดได้

4. ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นครั้งคราว เพื่อ
ป้องกันตั้ง
แต่ระยะแรกเริ่ม
 
 
 


    น.ส. ศกลรัตน์ ทัดเทียม
 
 
 



edit @ 28 Aug 2011 18:51:42 by p.a.l.m.y

ภูมิปัญญาไทย
 
  ภูมิปัญญาไทย  หมายถึง ความรู้ ความสามารถ วิธีการ ผลงานที่คนไทยได้ศึกษา เก็บรวบ
รวมความรู้ และจัดเป็นองค์ความรู้ ปรับปรุง พัฒนา ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
จนเกิดผลดีงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ นำไปแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสม
กับยุคสมัย
 
 
ตัวอย่างภูมิปัญญาไทย

- ด้านภาษาและวรรณกรรม ได้แก่ สุภาษิต คำพังเพย เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทายต่างๆ

ด้านประเพณี ได้แก่ วันสำคัญทางศาสนา ประเพณีวันลอยกระทง การละเล่นของท้องถิ่น
 
- ด้านศิลปวัตถุและศิลปกรรม ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ การทำเครื่องปั้นดินเผา  
 
- ด้านการแต่งกาย ได้แก่ การท้อผ้าไหม 

 

 

 
ความสำคัญของภูมิปัญญาไทยต่อการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชน
 
                ทุกชุมชนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ทั้งประเพณี วัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตซึ่ง
เอกลักษณ์ดังกล่าว ได้ดำเนินขึ้นและสืบทอดโดยคนรุ่นก่อนในชุมชน   มีการสั่งสมภูมิปัญญาด้าน
ต่าง และผ่านการพัฒนาที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม   และทรัพยากรในชุมชน   เช่น  การแต่งกาย
การรับประทานอาหาร   รวมถึงการดูแลรักษาสุขภาพและการบำบัดโรค   ภูมิปัญญากับการสร้าง
เสริมสุขภาพ   และการป้องกันโรคของชุมชน  ตัวอย่างเช่น   การรับประทานผักเพื่อบำรุงร่างกาย
การรักษาโรคด้วยสุมนไพร   การนวดไทยเพื่อบำบัด  บรรเทาการเจ็บป่วย    การประคบสมุนไพร
รักษาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก  หรือการอยู่ไฟเพื่อส่งเสริม  และฟื้นฟูสุขภาพของผู้หญิงหลัง
คลอดบุตร เป็นต้น

                ภูมิปัญญาไทยจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพในเรื่องของการบำบัด  บรรเทา  รักษาป้อง
กันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน  ให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งผลดีดังกล่าวจะเกิด
ขึ้นได้ต่อเมื่อคนไทยในชุมชนหรือท้องถิ่นต่างๆ รู้จักประยุกต์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุม
ชนของตนเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการรักษาดูแลสุขภาพ 
 
 
 
การแพทย์แผนไทย
 
                การแพทย์แผนไทย หมายถึง กระบวนการทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย
บำบัดรักษาหรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมแบะฟื้นฟูสภาพของมนุษย์หรือสัตว์ การผดุงครรภ์
และเครื่องมือทางการแพทย์ ทั้งนี้โดยอาศัยความรู้หรือตำราที่ได้ถ่ายทอดและสืบต่อกันมา 
 

การแพทย์แผนไทยเป็นภูมิปัญญาไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชน

                1.การนวดไทย เป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่าในการรักษาโรค การสร้างเสริมสุขภาพร่าง
กายและจิตใจของคนไทย  ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  และจัดเป็นวัฒนธรรม  วิถี
ชีวิตของคนไทยที่แสดงถึงการดูแลสุขภาพกัน  โดยใช้อวัยวะต่างๆ  เช่น ศอก เข่า เท้า นวดให้
กันอีกทั้งยังมีการพัฒนา โดยใช้อุปกรณ์ช่วยในการนวด เช่น ไม้กดท้อง นมสาว ประโยชน์ของ
การนวดไทยมีผลดีต่อสุขภาพในหลายๆด้าน  เช่น  การกระตุ้นระบบประสาทเพิ่มประสิทธิภาพ
ของระบบทางเดินหายใจช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง ลดการ
เกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิตใจ
 
                2.การประคบสมุนไพร  เป็นภูมิปัญญาทางด้านการแพทย์แผนไทยที่มีการสืบทอด
จากบรรพบุรุษมาช้านาน โดยมีการใช้สมุนไพรห่อด้วยผ้าเป็นลูก เรียกว่า ลูกประคบ นำลูกประ
คบไปนึ่งให้ร้อน แล้วนำมาประคบบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย   เคล็ด ขัดยอก  จะช่วยบรรเทา
อาการปวดได้ซึ่งสมุนไพรที่ใช้ทำลูกประคบส่วนใหญ่นั้นจะมันน้ำมันหอมระเหย เมื่อนึ่งให้ร้อน
แล้วแล้วน้ำมันหอมระเหยซึ่งเป็นตัวยาจะออกมากับไอน้ำและความชื้น   และเมื่อประคบตัวยา
เหล่านั้นจะซึมเข้าผิวหนัง ช่วยรักษาอาการเคล็ด  ขัดยอก  ลดอาการบวมอักเสบของกล้ามเนื้อ
เอ็นและข้อต่อ นอกจากนี้ความร้อนจากลูกประคบยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด  ช่วย
ให้ตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้ดีขึ้น  อีกทั้งกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยยังช่วยให้คลายเครียด  เกิด
ความสดชื่นอีกด้วย

                3. น้ำสมุนไพร อาหารและน้ำสมุนไพรบางชนิดที่นิยมรักประทานกันอยู่ในปัจจุบัน
ยังช่วยรักษาโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆได้อีกตัวซึงเกิดจากความเฉลียวฉลาดของบรรพบุรุษ
ที่ได้คิดปรุงแต่งอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณค่าบำรุงร่างกาย  เช่น น้ำขิงช่วยขับลม แก้ท้องอืด
ท้องเฟ้อน้ำใบบัวบกแก้ร้อนใน กระหายน้ำ  น้ำมะพร้าวช่วยขับปัสสาวะ ลดไข้ ทำให้สดชื่น ส่วน
ผักพื้นบ้าน  และพืชสมุนไพรไทยที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องแกงในอาหารไทยมีสรรพคุณใน
การบำรุงรักษาร่างกายได้อย่างดี เช่น ในโหระพารสเผ็ดร้อนแก้เป็นลม วิงเวียน ตะไคร้แก้ปวด
ท้อง ลดความดันเลือด มะนาวมีรสเปรี้ยวแก้ โรคเลือดออกตามไรฟัน  ฟักทองมีเบต้าแคโรทีน
สูงช่วยบำรุงร่างกายและมะขามใช้เป็นยาระบาย แก้โรคบิด เป็นต้น

                4.การทำสมาธิ  สวดมนต์ และภาวนาเพื่อการรักษาโรค  เป็นวิถีชีวิต  และความเชื่อ
ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของชาวไทยที่นิยมปฏิบัติสืบต่อกันมาจัดว่าเป็นภูมิปัญญาทาง
การแพทย์แผนไทยที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะสุขภาพทางใจเพราะการทำ
สมาธิสวดมนต์และภาวนาช่วยให้จิตใจที่สับสน และว่าวุ้นเกิดความสงบ  มีความสุข  ผ่อนคลาย
ความเครียด  มีสมาธิ และเกิดปัญญา  ในปัจจุบันมีการวิจัยทางการแพทย์พบว่า  การสวดมนต์
และการทำสมาธิช่วยให้หัวใจทำงานหนักน้อยลง ส่งผลดีต่อปอด ระบบการหายใจ  นอกจากนี้
การนั่งสมาธินานๆจะคลายความวิตกกังวล ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างแท้จริง
 

                5.กายบริหารแบบไทย หรือกายบริหารท่าฤาษีดัดตน เป็นภูมิปัญญาทางการแพทย์
แผนไทยเกิดขึ้นจากการสิบทอดบอกเล่าต่อ ๆ กันมาของนักบวช นักพรต พระสงฆ์ หรือชาวพุทธ
ที่นิยมนั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน  ซึ่งมีความแตกต่างกับท่าโยคะของอินเดีย โดยเป็นท่าที่ไม่
ผาดโผน หรือฝืนร่างกายจนเกินไป บุคคลทั่วไปสามารถทำได้ และเมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องจะช่วย
รักษาอาการปวดเมื่อยช่วยให้การเคลื่อนไหวของแขน ขา หรือข้อต่อต่างๆเป็นไปอย่างคล่องแคล่ว
ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีสร้างสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจ

 

 

    

 

 

 

edit @ 15 Aug 2011 19:56:01 by p.a.l.m.y

edit @ 15 Aug 2011 20:04:27 by p.a.l.m.y

ประโยชน์ของลีลาศ

posted on 02 Jul 2011 22:11 by xxxpalmyxxx

ประโยชน์ของลีลาศ

 

                   

ลีลาศเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise)
ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งศาสตราจารย์โจเซฟ คูล นายแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬากล่าวถึงผลของการลีลาศที่มีต่อร่างกายว่า ทำให้ลด
ความตึงเครียดทางร่างกาย มี ความอดทนความเร็ว และการเคลื่อนไหว
ที่คล่องแคล่วขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การทรงตัวดีขึ้น ระบบหายใจ
และระบบไหลเวียนโลหิตมีประสอทธิภาพดีขึ้น ระบบเผาผลาญในร่างกาย 
ระบบขับถ่ายดีขึ้น ช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะ และทำให้จิตใจแจ่มใส
เบิกบาน จะเห็นว่าลีลาศนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีเเล้ว
ยังช่วยพัฒนาด้านร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี  จึงอาจสรุปประโยชน์
ของการลีลาศได้ดังนี้

1. ทำให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ และมีสมรรถภาพทางกายดีขึ้น

2. ช่วยพัฒนาทักษะทางกลไก (Motor Skill) ให้ดียิ่งขึ้น

3. ทำให้มีบุคลิกภาพในด้านการเคลื่อนไหวที่ดูสง่างามยิ่งขึ้น

4. ช่วยผ่อยคลายความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ

5. ทำให้มีชีวิตยืนยาว และปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างมีความสุข

6. ส่งเสริมให้รู้จักการเข้าสังคม รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดี
    ทำให้มีเพื่อนและสมาชิกเพิ่มขึ้น

7. ส่งเสริมให้มีความเชื่อมั่นในตนเองและกล้าแสดงออกในทาง
    สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม

8. ส่งเสริมให้รู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

9. เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี

edit @ 2 Jul 2011 22:27:51 by p.a.l.m.y